มันปูและไข่นกกระทา · อิซากายะ · ซัปโปโร · ฮอกไกโด · ภาพถ่ายโดย เอกสยาม ชัยศร
· · ·
อาหารที่ดีที่สุดคือสิ่งที่บอกว่าคุณอยู่ที่ไหน
ไม่ใช่อาหารที่อาจมาจากที่ไหนก็ได้
— Anthony Bourdain
ชามเซรามิกสีขาวจุดสีเทา
มันปูสีเขียวน้ำตาลที่เป็นส่วนที่คนญี่ปุ่นให้ค่าที่สุดของปู
วางอยู่บนใบชิโซะสดสีเขียวเข้ม
และวางอยู่ด้านบนคือไข่นกกระทาทั้งฟอง เจาะเปลือกด้านบนออกพอให้เห็นไข่แดงสีเหลืองส้มสดใสราวกับดวงอาทิตย์เล็กๆ
รสชาติของมันปูฮอกไกโดนั้นเข้มข้น ลึก
มีความเค็มของทะเลและความหวานของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำเย็นจัด
ไข่นกกระทาทำให้รสกลมขึ้น นุ่มลง
ทั้งสองอย่างรวมกันเป็นบางอย่างที่ไม่มีชื่อ
แต่ทำให้ผมนั่งนิ่งอยู่นานก่อนที่จะยกตะเกียบ
มันปู คือสิ่งที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 蟹味噌 อ่านว่า คานิมิโซะ (kani-miso)
แม้จะมีคำว่ามิโซะอยู่ในชื่อ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับเต้าเจี้ยวมิโซะ
เป็นเพียงการเรียกตามหน้าตาที่คล้ายมิโซะข้น
จริง ๆ แล้วมันคือเครื่องในของปู ส่วนที่ทำงานคล้ายตับกับตับอ่อนรวมกัน
ไม่ใช่ไข่ และไม่ใช่เนื้อ แต่คนญี่ปุ่นถือว่านี่แหละคือหัวใจของรสปู
เพราะมันเก็บความมัน ความหวาน และกลิ่นทะเลทั้งหมดของปูตัวนั้นไว้ในที่เดียว
ความลึกของรสขึ้นอยู่กับปูและน้ำที่มันเติบโตมา
ทะเลรอบฮอกไกโดเย็นจัด ปูจึงเคลื่อนไหวช้า
ค่อย ๆ สะสมไขมันไว้ใต้กระดองเพื่อทนความหนาว
มันปูจากปูน้ำเย็นจึงข้นและลึกกว่าปูจากน่านน้ำอุ่น
และในบรรดาปูฮอกไกโด ปูขน (毛蟹 เกะงะนิ) ขึ้นชื่อเรื่องมันปูเข้มข้นเป็นพิเศษ
ปูเป็นของกินคู่ฤดูหนาวของฮอกไกโดมาแต่ไหนแต่ไร
เพราะเป็นช่วงที่ปูสะสมเนื้อและมันไว้มากที่สุด
ปูหิมะ (ずわい蟹 ซุไวงะนิ) เป็นของฤดูหนาวต่อต้นฤดูใบไม้ผลิ
ส่วนปูขนที่มันปูอร่อย จะแน่นทั้งช่วงปลายหนาวต่อใบไม้ผลิ และช่วงปลายปี
ผมนั่งอยู่ในช่วงรอยต่อของฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิพอดี — จังหวะเดียวกับปูขนรุ่นที่ออกหลังน้ำแข็งละลาย จานตรงหน้าจึงมาถูกเวลาของมันจริง ๆ
ปูเหล่านี้ไม่ได้เดินทางมาถึงชามอย่างง่ายดาย
กลางฤดูหนาว ลมและกระแสน้ำพัดแผ่นน้ำแข็งที่เรียกว่า ริวเฮียว (流氷)
ลงมาจากทะเลโอค็อตสก์ เกยเข้าหาชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของฮอกไกโด
ใต้แผ่นน้ำแข็งคือผืนน้ำที่เย็นที่สุดและอุดมที่สุด
ปูขนสะสมความสมบูรณ์ไว้กับความหนาวนั้น
แล้วค่อยเคลื่อนเข้าหาน้ำตื้นเมื่อปลายฤดูน้ำแข็งเริ่มแตกตัว
ชาวประมงออกเรือฝ่าอากาศที่มือแทบจับอะไรไม่อยู่
หย่อนลอบดักปูลงสู่ก้นทะเลแล้วรอ
ปูขนรุ่นแรกหลังน้ำแข็งละลาย ที่เรียกกันว่า ริวเฮียวอาเกะ (流氷明け)
ขึ้นชื่อว่าให้มันปูครีมข้นและหวานลึกที่สุดของปี
ผมไม่เคยเห็นปูตัวที่อยู่ในชามถูกจับขึ้นมาด้วยตาตัวเอง
แต่พอรู้ว่ามันมาจากไหน ภาพก็ลอยขึ้นมาเอง
เมืองท่าเล็ก ๆ บนชายฝั่งโอค็อตสก์อย่างมงเบ็ตสึหรืออาบาชิริ
ที่ทะเลกลายเป็นทุ่งน้ำแข็งขาวสุดสายตาในฤดูหนาว
ก่อนฟ้าสาง เรือประมงลำเล็กทยอยออกจากท่าทีละลำ
ไฟหน้าเรือสั่นไหวอยู่บนความมืด เสียงเครื่องยนต์กลบเสียงลม
พวกเขาหย่อนลอบดักปูลงตามร่องน้ำที่น้ำแข็งเปิดออก แล้วย้อนกลับมากู้ในวันถัดมา
มือที่สวมถุงมือหนายังแข็งเพราะอากาศต่ำกว่าศูนย์
น้ำทะเลที่สาดขึ้นมากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะบนเสื้อกันลมแทบจะทันที
งานแบบนี้ทำกันมาหลายชั่วอายุคน รู้กันโดยไม่ต้องพูดว่า
ปูที่ดีที่สุดอยู่ใต้ที่ที่หนาวที่สุด
และต้องแลกมาด้วยการตื่นก่อนใคร และทนได้นานกว่าใคร
การทำให้มันปูพร้อมกินนั้นเรียบง่ายจนน่าแปลก
ปูทั้งตัวถูกนึ่งหรือต้มจนสุก เมื่อเปิดกระดองออก
สิ่งที่รออยู่ข้างในคือเนื้อครีมสีจางปนเขียวน้ำตาล กลิ่นทะเลลอยขึ้นมาทันที
คนทำแค่เลาะมันปูออกมาเบา ๆ ระวังไม่ให้ปนกับส่วนอื่น แล้วจัดลงจาน
บ้างเสิร์ฟเย็นบนใบชิโซะอย่างที่วางอยู่ตรงหน้าผม
บ้างคืนมันปูกลับลงในกระดองแล้วย่างกับสาเกจนกลิ่นหอมตลบ
ความอร่อยทั้งหมดจึงไม่ได้มาจากการปรุงแต่ง
แต่มาจากการไม่ไปทำอะไรเกินจำเป็นกับสิ่งที่ทะเลให้มาอยู่แล้ว
ในครัวของอิซากายะ กระบวนการก็เงียบและแม่นยำไม่ต่างกัน
ปูที่นึ่งได้ที่ถูกพลิกหงายขึ้น มือของคนทำงัดกระดองออกอย่างชำนาญ
ใช้ช้อนเล็กกวาดมันปูออกมาจนเกลี้ยง คัดส่วนที่ใช้ไม่ได้ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ไม่มีท่าทีรีบร้อน แต่ก็ไม่มีจังหวะไหนที่เสียเปล่า
มันปูถูกคนเบา ๆ ให้เนียน วางลงบนใบชิโซะที่ล้างจนสะอาด
แล้วค่อย ๆ วางไข่นกกระทาที่เจาะเปลือกไว้ลงข้างบน
ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงนาที แต่เป็นนาทีที่ผ่านการทำซ้ำมานับพันครั้งจนกลายเป็นความเคยมือ
วิธีกินมันปูที่ถือกันว่าถูกแบบดั้งเดิม มักทำในกระดองของปูเอง
นำกระดองที่มีมันปูไปย่างบนเตากับสาเกเล็กน้อยจนหอม เรียกว่า 甲羅焼き (โครายากิ)
หรือไปอีกขั้นคือ 甲羅酒 (โคราซาเกะ) — รินสาเกอุ่นลงในกระดองที่ย่างแล้ว
คนให้มันปูละลายเข้ากับสาเก แล้วยกขึ้นจิบ
เป็นนิสัยแบบคนญี่ปุ่นที่ไม่ปล่อยให้อะไรของปูเหลือทิ้งไปเฉย ๆ
โคราซาเกะเป็นช่วงท้ายของมื้อปูที่หลายคนรอคอยที่สุด
เมื่อกินเนื้อและมันปูในกระดองจนเกือบหมด สิ่งที่เหลือคือคราบมันและกลิ่นปูที่ติดอยู่กับกระดอง
การรินสาเกอุ่นลงไปแล้วคนเบา ๆ จะละลายความมันและรสทะเลที่ตกค้างทั้งหมดออกมา
กลายเป็นสาเกสีขุ่นทองอ่อนที่หอมและกลมกล่อมกว่าสาเกธรรมดา
บางร้านลนกระดองบนเปลวไฟอีกครั้งก่อนรินเพื่อเรียกกลิ่นไหม้หอม ๆ ขึ้นมา
แล้วจึงยกกระดองนั้นขึ้นจิบโดยตรง
เป็นการปิดมื้อที่อบอุ่นทั้งจากสาเก และจากความรู้สึกว่าไม่มีอะไรของปูตัวนั้นถูกทิ้งไปเลย
จานตรงหน้าผมเป็นแบบเรียบง่ายของอิซากายะ เสิร์ฟมันปูในชามบนใบชิโซะ
มีไข่นกกระทาทั้งฟองที่เจาะเปลือกด้านบนออกวางอยู่ด้านบน วิธีกินคือค่อย ๆ ตักไข่แดงออกจากเปลือกคลุกรวมกับมันปูให้รสกลมขึ้น
แล้วป้ายกับข้าวอุ่น หรือจิบสาเกอุ่นสลับไปทีละนิด ไม่รีบ
ปล่อยให้ความมันคลายตัวช้า ๆ ในปาก
ความขมบาง ๆ ปลายลิ้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้อยากคำต่อไป
ข้างนอกหิมะยังตกอยู่
เบียร์ในแก้วยังเย็นอยู่
ผมนั่งอยู่กับชามเล็ก ๆ นั้นจนดึก ไม่รีบไปไหน
กว่าจะออกจากร้าน ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินจาง ๆ
หิมะยังโปรยอยู่บาง ๆ ถนนเงียบจนได้ยินเสียงเท้าตัวเองเหยียบหิมะดังกรอบแกรบ
ไอลมหายใจเป็นควันขาวลอยนำหน้าไปทุกก้าว
ร้านรวงปิดไฟกันหมดแล้ว เหลือเพียงตู้ขายของอัตโนมัติที่ยังเรืองแสงอยู่ตรงหัวมุม
ผมเดินกลับที่พักช้า ๆ ความอุ่นของมันปูและสาเกยังอยู่ในตัว
สวนทางกับความหนาวข้างนอกที่ค่อย ๆ แทรกเข้ามา
และตรงรอยต่อระหว่างความอุ่นกับความหนาวนั้นเอง
ที่ทำให้คืนนั้นชัดจนผมยังจำได้ถึงวันนี้
ชามมันปูและไข่นกกระทาในอิซากายะเล็ก ๆ ของซัปโปโร
จึงยังเป็นภาพแรก ๆ ที่ลอยขึ้นมาทุกครั้งที่ผมนึกถึงฮอกไกโด